Skip to main content

Conserve & Manage : คุยเรื่องอนุรักษ์กับสายกลาง

16

หลายคนอาจจะสงสัยว่าทำไม HIP ไม่คุยเรื่องดนตรีกับสายกลาง จินดาสุ

เหตุผลก็คือ 1. หลังจากเห็นข่าวคราวเกี่ยวกับโดมชมวิวบนวัดพระธาตุดอยสุเทพ และการประกวดออกแบบโครงการจัดสร้างข่วงหลวงเวียงแก้วที่บริเวณทันฑสถานหญิงเดิมใจกลางเมืองแล้ว ทำให้เราสงสัยว่า ทำไมเรื่องที่ว่าด้วยการ ‘อนุรักษ์-พัฒนา’ โบราณสถาน-โบราณวัตถุในบ้านเรานั้นถึงได้ดูซับซ้อนและยุ่งเหยิงนักหนา และ 2. ในฐานะที่สายกลางมีตำแหน่งเป็นนักโบราณคดีปฏิบัติการ สำนักศิลปากรที่ 8 เชียงใหม่ การคุยเรื่องโบราณสถาน-โบราณวัตถุกับเขาดูบ้างก็คงจะน่าสนใจไม่แพ้เรื่องเสียงเพลง

              หนุ่มที่แฟนๆ คุ้นหน้าในฐานนักดนตรีอธิบายให้เราฟังว่า การอนุรักษ์โบราณสถาน-โบราณวัตถุนั้นไม่มีแค่การขุดค้น ซ่อมแซม หรือห้ามทำโน่นทำนี่เหมือนอย่างที่หลายคนคิด หากแต่มีมิติหลายๆ อย่างที่ซ้อนทับกันอยู่ ไม่ว่าจะเป็นกฎหมาย วิถีชีวิต เศรษฐกิจ หรือแม้แต่สุนทรียศาสตร์เข้ามาเกี่ยวข้อง อย่างไรก็ตาม จุดเริ่มต้นที่ง่ายที่สุดในการแก้ไขปัญหาต่างๆ เหล่านี้ไม่ได้อยู่ที่ใครเป็นผู้รับผิดชอบ หากแต่อยู่ที่ ‘ความรัก’ ที่จะดูแลสิ่งที่มีค่าที่ผ่านกาลเวลาและตกทอดมาจนถึงปัจจุบันมากกว่า

 

สิ่งหนึ่งที่เห็นได้จากเรื่องราวของโดมชมวิวกับข่วงหลวงเวียงแก้ว ก็คืออนุรักษ์การดูแลรักษาโบราณสถาน-โบราณวัตถุในบ้านเรา หลายครังๆ มักจะมีปัญหาหรือความขัดแย้งเกิดขึ้นตามมา อะไรคือที่มาของปัญหานี้

ปัญหาเกี่ยวกับเรื่องของโบราณสถาน-โบราณวัตถุนั้นมีที่มาจากหลายสาเหตุ ทั้งที่เกิดจากการไม่เข้าใจหรือตระหนักถึงคุณค่าความสำคัญของสิ่งนั้นๆ หรืออาจจะตระหนักและเข้าใจ แต่ว่าเลือกที่จะไม่ดูแลรักษา เนื่องจากมีผลประโยชน์ในด้านอื่นๆ อย่างเช่นเรื่องของการใช้พื้นที่ซึ่งเป็นสิ่งที่พบบ่อยมาก เพราะเมื่อพื้นที่หนึ่งๆ มีเมืองเก่าและเมืองใหม่ทับซ้อนกันอยู่ อย่างเช่นในภาคเหนืออย่างเชียงใหม่ เชียงแสน ที่ไม่ได้เป็นเมืองเก่าที่แยกออกมาอย่างชัดเจนเหมือนอย่างที่สุโขทัยหรือพระนครศรีอยุธยา ก็จะทำให้เกิดลักษณะที่มีโบราณสถานปะปนอยู่กับที่อยู่อาศัยของประชาชน ซึ่งถ้าประชาชนจะใช้ประโยชน์ในที่ดินก็มักจะเกิดผลกระทบกับโบราณสถานได้

จริงๆ แล้วทางราชการก็มีข้อกฎหมายหรือระเบียบปฏิบัติที่จะเข้ามาดูแลเรื่องดังกล่าวอยู่ อย่างไรก็ตามอำนาจในเรื่องนี้ไม่ได้อยู่ที่หน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง หากแต่มีอำนาจหน้าที่ซ้อนทับกันอยู่ อย่างเช่นที่ตั้งของโบราณสถานนั้น ถ้าเป็นวัดก็จะอยู่ในความดูแลของสำนักงานพระพุทธศาสนา หรืออย่างกำแพงดินที่เชียงใหม่ก็อยู่ในการดูแลของกรมธนารักษ์ เป็นต้น ซึ่งการดูแลของแต่ละหน่วยงานที่ผ่านมาก็อาจจะไม่ได้ประสานกัน ทำให้มีการทำงานที่ซ้ำซ้อนหรือไม่สอดคล้องกันอยู่ อย่างเช่นกรณีที่กรมธนารักษ์ให้ประชาชนเช่าพื้นที่ ซึ่งอาจจะไม่สอดคล้องกับแนวทางการอนุรักษ์ แต่ในมุมมองของกรมธนารักษ์ การให้เช่าพื้นที่ก็คือการวางกรอบให้ผู้เช่ายอมรับว่าพื้นที่ตรงนี้คือพื้นที่ของทางราชการ ดีกว่าปล่อยให้ประชาชนรุกล้ำกันเอง บางคนอาจจะถามว่าถ้าอย่างนั้นทำไมไม่ให้เขาย้ายออกไป ต้องมองด้วยว่าถ้าไปอยู่ที่ใหม่ที่ไม่ดีเหมือนเดิมก็คงไม่มีใครอยากไป และถ้ามีแนวโน้มว่าจะกลายเป็นปัญหากับมวลชน ทางราชการก็จะพยายามเลี่ยงมากกว่า

อีกเรื่องหนึ่งที่พบบ่อยก็คือการซ่อมแซม ต่อเติม หรือปลูกสร้างสิ่งต่างๆ เพิ่ม ในกรณีลักษณะนี้ความผิดพลาดที่จะเกิดขึ้นก็คือความผิดเพี้ยนของรูปแบบศิลปะหรือคุณค่าทางศิลปะที่จะลดลง เพราะทำไปโดยที่ไม่มีการวิเคราะห์รูปแบบทางศิลปะ วิเคราะห์แนวทางการบูรณะซ่อมแซมหรือการใช้วัสดุที่เหมาะสม อีกอย่างก็คือความผิดพลาดในเชิงกฎหมาย เท่าที่เจอมาก็มีทั้งที่ทำโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ และทำทั้งที่รู้ว่าไม่ถูกต้องแต่ก็ยังทำ โดยอาจจะอ้างเรื่องความสะดวก ประโยชน์ใช้สอยต่างๆ

หลายครั้งที่การซ่อมแซม-ปรับปรุงที่เกิดขึ้นให้ผลในด้านลบมากกว่า ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น?

ส่วนหนึ่งคนที่ไปซ่อมแซมหรือปรับปรุงทำไปด้วยความไม่รู้ คืออยากจะเห็นสถานที่ดูดี สวยงาม แต่ไม่รู้ว่าสำหรับโบราณสถาน-โบราณวัตถุแล้ว การทำอะไรที่ไม่มีความรู้ที่ถูกต้องอาจส่งผลเสียได้ ยกตัวอย่างเช่นกรณีของวัดพระธาตุดอยสุเทพ เราอยากเห็นวัดสวย คนมาเดินง่ายๆ ก็เลยเอาเอากระเบื้องเอาหินอ่อนมาปูรอบองค์พระธาตุ ทำแล้ววัดก็สวย ดูดี แต่สิ่งที่คนไม่รู้ก็คือการนำหินอ่อนไปปูทำให้ความชื้นที่อยู่ใต้ดินถูกขวางไว้ ไม่สามารถระบายขึ้นมาได้ ความชื้นใต้ดินเลยระบายผ่านทางอิฐที่ก่อกันเป็นองค์พระธาตุแทน ซึงก็ส่งผลให้อิฐเปื่อยและชำรุดเสียหาย อีกอย่างก็คือคิดจะปรับปรุงเปลี่ยนแปลงเพราะมองในเรื่องของการใช้งานเป็นหลัก อย่างเช่นคิดว่าอาคารมันเล็กไป ต้องรื้อหรือขยายทำใหม่ เป็นต้น ก็ทำให้เกิดกรถกเถียงกันขึ้นมา

จริงๆ แล้วเรื่องดังกล่าวมีกฎหมายรองรับอยู่แล้ว แต่เป้าหมายของกฎหมายไม่ได้มุ่งเน้นที่การบังคับ แต่ต้องการป้องกันไม่ให้เกิดการทำอะไรตามใจชอบโดยไม่ถูกต้องมากกว่า สิ่งที่ถูกต้องก็คือควรจะมาหารือกับกรมศิลปากรก่อน เพื่อที่ทางกรมจะได้วิเคราะห์ตามหลักวิชาการที่ถูกต้องและหาแนวทางที่เหมาะสมสำหรับดำเนินการต่อให้

เรามีกฎหมายหรือระเบียบปฏิบัติหลายๆ อย่างควบคุมอยู ทำไมเราจึงไม่ใช่กฎหมายเป็นหลักในการแก้ไขปัญหาเหล่านี้

              แน่นอนว่าเรามีกฎหมายที่เอาไว้ใช้ควบคุมดูแลเรื่องโบราณสถาน-โบราณวัตถุ แต่การใช้แค่กฎหมายเพียงอย่างเดียวบางครั้งก็ไม่ได้ช่วยให้การแก้ไขปัญหาลุล่วงไปได้ ถ้าเราเริ่มต้นคุยกันโดยยกกฎหมายนำมาก่อน มันทำให้รู้สึกว่ากำลังมาทะเลาะกัน แต่ถ้าคุยกันดีๆ พยายามทำความเข้าใจกัน ถึงแม้เราอาจจะทำให้ทุกคนเข้าใจหมดไม่ได้ แต่ถ้ามีคนที่เข้าใจแล้ว เขาก็จะช่วยอธิบายให้คนอื่นๆ เข้าใจหรือเห็นด้วยว่าทำไมถึงต้องทำแบบนั้น ซึ่งที่ผ่านมาการพุดคุยกันในรูปแบบนี้แก้ไขปัญหาได้ผลดีกว่าความพยายามที่จะบังคับใช้กฎหมายเพียงทางเดียว

              ผมเคยเจอตัวอย่างหนึ่งที่ทำให้ได้คิดว่า บางครั้งความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่และเห็นอกเห็นใจกันก็ช่วยให้การแก้ปัญหาประสบความสำเร็จได้เช่นกัน ตอนนั้นเราจะต้องเข้าไปตรวจสอบเจดีย์แห่งหนึ่งในอำเภอสันป่าตอง ซึ่งเมื่อไปถึงสถานที่จริง เราพบว่าเจดีย์ถูกต่อเติมยอดจนเกือบจะครบถ้วนแล้ว ทั้งๆ ที่เจดีย์ดังกล่าวไม่มียอด เมื่อสอบถามก็ได้ความว่ามีชาวบ้านมาต่อเติม เพราะภรรยาของเขาป่วย แล้วตามความเชื่อบอกว่าถ้าเขาต่อเติมยอดเจดีย์จนครบได้ภรรยาของเขาจะหายดี ซึ่งหลังจากทำมาอาการภรรยาเขาก็ดีขึ้นเรื่อยๆ ทีนี้ถ้าเราจะยึดหลักการ ก็ต้องบอกให้เขารื้อทุกอย่างออกทันที แต่เขาก็อ้อนวอนว่าถ้าไม่ต่อเติมให้ครบภรรยาที่อาการเริ่มดีขึ้นอาจจะป่วยอีกก็ได้ สุดท้ายเราเลือกที่จะเห็นใจ ด้วยการยอมให้เขาต่อเติมยอดเจดีย์ให้เสร็จก่อนเพื่อความสบายใจ พอเสร็จแล้วก็ให้เขารื้อทิ้งให้เรียบร้อย

              ผมคิดว่าทั้งสองสิ่งนี้ไปคู่กัน เรามีกฎหมายเพื่อให้การดูแลรักษาและอนุรักษ์โบราณสถาน-โบราณวัตถุเป็นไปอย่างถูกต้องเรียบร้อย แต่ในขณะเดียวกันบางครั้งในแต่ละเรื่องมันก็มีแง่มุมอื่นๆ ซึ่งการใช้อำนาจเพียงอย่างเดียวไม่ใช่หนทางแก้ปัญหา    

ในมุมหนึ่งบางคนก็มองว่าต้องอนุรักษ์ แต่อีกมุมหนึ่งสถานที่ต่างๆ ก็มีความเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับคน ชุมชน สังคมในด้านต่างๆ และมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา เราจะหาความลงตัวในการจัดการเรื่องนี้ได้อย่างไร

            ในงานด้านโบราณคดี เราพูดกันเสมอว่าเราไม่ได้ห้ามทำทุกอย่างในทุกที่ แต่เราห้ามทำบางอย่างในบางที่เท่านั้น แต่คนมักจะเข้าใจว่าเราห้ามทำไปหมด จริงๆ แล้วตรงไหนที่ไม่ควรเท่านั้นที่เราห้าม ส่วนตรงไหนที่ไม่ได้ห้าม จะปรัปปรุง พัฒนาอะไรก็ทำได้ แต่ในขณะเดียวกันการจะทำอะไรก็ตาม คนที่จะทำก็ควรจะต้องรู้กาละเทศะด้วยว่ามันมีกติกาอะไรบ้าง แล้วค่อยไปหาวิธีการที่จะบริหารพื้นที่หรือจัดการให้เหมาะสม อย่างเรื่องโดมชมวิวนั้น จริงๆ มันชัดเจนอยู่แล้วว่าคนเชียงใหม่ทุกคนเคารพรักพระธาตุดอยสุเทพ แล้วทุกคนก็จะมีสำนึกเรื่องขนบธรรมเนียมอยู่แล้วว่าไม่ควรที่จะปลูกสิ่งก่อสร้างอะไรที่จะสูงกว่าองค์พระธาตุ ซึ่งถ้าทุกคนคิดถึงเรื่องนี้แต่แรกก็จะไม่มีปัญหาอะไรเลย

              สิ่งหนึ่งที่ผมคิดว่าเราควรจะนึกถึงก็คือโบราณสถานนั้นไม่ได้มีคุณค่าแค่ตรงที่มันเป็นของเก่าโบราณ แต่ว่ามันเป็นสิ่งที่คนสมัยก่อนทำขึ้นมาด้วยความรัก ความศรัทธา ทำด้วยความรู้ความสามารถที่ดีที่สุดเท่าที่ในเวลานั้นๆ จะทำได้ บางครั้งมันอาจจะไม่สวยงามที่สุด บางครั้งมันอาจจะไม่เหมาะกับยุคสมัย แต่การจะทำอะไรกับโบราณสถานก็ตาม ควรจะต้องคำนึงถึงคนที่เขาสร้างมันขึ้นมาด้วย ถ้าเป็นเราไปสร้างกุฏิให้พระ แล้วอีก 40-50 ปีมีคนมาบอกว่ากุฏิเราเก่าแล้ว ไม่สวย รื้อทิ้งดีกว่า เป็นใครใครก็คงไม่ชอบใจ หรือถ้าจะบอกว่าต้องปรับปรุงเปลี่ยนแปลงเพราะรูปแบบศิลปกรรมหรือสถาปัตยกรรมไม่ถูกต้อง ก็ต้องเอาเหตุผลในเชิงวิชาการมาพูดคุยกัน แล้วก็มาดูด้วยว่าคุณค่าที่แท้จริงของมันคืออะไร อย่างข่วงหลวงเวียงแก้ว ถ้าเราไม่เข้าใจว่าคุณค่าที่แท้ว่าที่นี่เคยเป็นคุ้มหลวง เป็นวังมาก่อน การพัฒนาที่ทำไปก็จะได้แค่สวนหรือพื้นที่สาธารณะที่สามารถทำที่ไหนก็ได้

              ผมเห็นด้วยกับที่อาจารย์วรลัญจก์ (รองศาสตราจารย์ ดร.วรลัญจก์ บุณยสุรัตน์) จากคณะวิจตรศิลป์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่เคยกล่าวไว้ เมื่อครั้งที่ชาวบ้านอยากรื้อสร้างวิหารหลังใหม่ที่วัดปงสนุกว่า ถ้าเราคิดว่าวัดเป็นเหมือนผู้ใหญ่ที่เกิดมาก่อนเรา หากวันหนึ่งเขาป่วย เราก็คงจะไม่พูดหรอกว่างั้นก็ตายไปเถอะ คือการจะทำอะไรกับสิ่งของที่มีมาก่อนเรา ไม่ควรจะเอาแค่ความรู้สึกของเราไปตัดสิน โบราณสถานก็เหมือนคนเฒ่าคนแก่ แน่นอนว่าจะให้เขาทำงานเหมือนคนหนุ่มสาวมันเป็นไปไม่ได้ แต่เขายังมีคุณค่า ยังต้องการความรัก การเอาใจใส่เหมือนกัน อาจจะดูแลยากหน่อย โดยเฉพาะพื้นที่อย่างเชียงใหม่ที่มีโบราณสถานเยอะ ถ้าเราคิดว่าการดูแลสิ่งเหล่านี้เป็นภาระมันก็จะเป็นภาระ แต่ถ้าคิดว่านี่คือจิตวิญญาณ คือสิ่งที่เราภาคภูมิใจ เราก็จะไม่คิดวามันเป็นภาระอะไร

แล้วอะไรคือสิ่งที่น่าจะช่วยให้จัดการเรื่องการดูแลรักษาโบราณสถาน-โบราณวัตถุเป็นไปด้วยความเรียบร้อย ในภาวะที่เรื่องนี้มีมิติต่างๆ ทับซ้อนกันหลายอย่าง

ถ้าในเชิงอุดมคติมากๆ ก็คือการให้ความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องกับประชาชน ทำให้ประชาชนรู้ว่าการจะดูแลรักษาหรือปรับปรุงสิ่งของที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์นั้นควรทำอย่างไร ผมคิดว่าเราต้องสร้างค่านิยมที่ถูกต้อง ไม่ให้เกิดค่านิยมผิดๆ ว่าการทำอะไรที่ไม่ถูกหลักคือความถูกต้องสวยงาม ซึ่งในส่วนนี้ก็ต้องมีการให้ความรู้ในเชิงวิชาการควบคู่กันไปด้วย ส่วนในความเป็นจริง โบราณสถานมีเรื่องอื่นๆ เข้ามาเกี่ยวข้องนอกเหนือจากคุณคาในเชิงประวัติศาสตร์หลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นการใช้ประโยชน์ในพื้นที่ ประโยชน์ในเชิงเศรษฐกิจ กาท่องเที่ยว หรือการกระทบกับวิถีชีวิตของประชาชน ดังนั้นการบริหารจัดการให้เกิดความเหมาะสมจึงเป็นเรื่องที่เราจะต้องหาวิธีการกัน ในยุคนี้การอนุรักษ์ไม่ได้มีเพียงการขุดค้นหาแหล่งโบราณสถานหรือกาบูรณะซ่อมแซมท่านั้น แต่เราต้องคิดด้วยว่าจะทำให้โบราณสถานนั้นๆ อยู่กับสังคมและวิถีชีวิตของผู้คนอย่างไรโดยที่ไม่สูญเสียคุณค่าของตัวเอง

จริงๆ แล้วการพูดคุยกันและการเปิดโอกาสให้ทุกฝ่ายได้มีส่วนร่วมเป็นทางหนึ่งที่จะช่วยให้ปัญหาแบบนี้ลดลงได้ ถ้าทุกอย่างเริ่มต้นจากความรัก เห็นความสำคัญในคุณคาของสิ่งของหรือสถานที และมีความปรารถนาดีที่จะดูแลรักษา ผมเชื่อว่าเราจะหาจุดที่ลงตัวในการอนุรักษ์หรือพัฒนาได้ ใครจะมีวิธีการแบบไหนก็นำมาเสนอกัน แต่ถ้าทุกคนเริ่มต้นด้วยเจตนาดี แล้วก็มีหลักที่ถูกต้องไว้ยึดเป็นหลักรู้ว่าอะไรคือคุณค่าที่เราควรจะรักษาไว้ ผมเชื่อว่าเรื่องราวต่างๆ มันจะเดินไปในทิศทางที่ถูกต้องได้

Profile picture for user hipjunior

HIP THAILAND

Online Contents & Free Copy Monthly Magazine from Chiang Mai